วันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

“สเต็มเซลล์” แสงแห่งความหวังหรือแค่ธุรกิจหลอกคนรวย?

“สเต็มเซลล์” แสงแห่งความหวังหรือแค่ธุรกิจหลอกคนรวย? 
          เมื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีก้าวไปข้างหน้าทุกๆ วัน โดยเฉพาะวิทยาการทางการแพทย์ ทุกคนคงเคยได้ยินคําว่า
“สเต็มเซลล์” 
โดยเฉพาะสรรพคุณที่ดูเหมือนจะพิเศษยิ่งกว่ายาวิเศษหรืออาหารทิพย์ ทั้งเป็นเครื่องสําอางชั้นดีหรือแม้แต่เป็นยารักษาโรคโดยเฉพาะโรคที่เกือบจะหมดหวังได้หลายโรค แต่จริงหรือไม่ที่สเต็มเซลล์ที่เราได้ยินผ่านหูนั้นวิเศษอย่างที่ร่ําลือกัน

          หากลองเปิดเว็บไซต์ชื่อดังอย่าง “Google” แล้วค้นคําว่า สเต็มเซลล์ เราจะเจอโฆษณาหลากหลายผลิตภัณฑ์ที่กล่าวว่าผลิตจากสเต็มเซลล์ ไม่ว่าจะเป็น สเต็มเซลล์จากเมล็ดองุ่นเพื่อชะลอความชรา สเต็มเซลล์จากแอบเปิ้ลเพื่อบํารุงผิวพรรณ หรือแม้แต่สเต็มเซลล์จากรกแกะที่ช่วยเรื่องความอ่อนเยาว์ สารพัดคําโฆษณาชวนเชื่อให้ผู้อ่านได้มีโอกาสควักกระเป๋าเสียสตางค์กันสักหน่อย หรือแม้แต่การโฆษณารักษาผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือหายยากของโรงพยาบาลบางแห่ง เช่นโรคสมอง โรคหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต โดยการ “ฉีด”สเต็มเซลล์เข้าสู่ร่างกาย ด้วยราคารักษาที่แสนแพง ทั้งที่ความจริงเป็นแค่การฉีด “น้ําเปล่า” หรือ “เซลล์” ที่ไม่ใช่สเต็มเซลล์เท่านั้น แถมด้วยการให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องแก่ผู้ป่วยและไม่แจ้งถึงผลเสียที่อาจเกิดขึ้นได้ ทั้งหมดนี้ทําให้เกิดความเชื่อในวงกว้างว่าสเต็มเซลล์คือเซลล์วิเศษที่สามารถรักษาได้ทุกโรค

แท้จริงแล้วแม้ว่าสเต็มเซลล์จะได้รับการวิจัยในวงการแพทย์มากว่าสิบปี หากแต่การรักษาที่ได้รับการยอมรับมีเพียงอย่างเดียวคือ การรักษาโรคเลือดต่างๆ ด้วยสเต็มเซลล์จากระบบเลือดเท่านั้น ส่วนการใช้ สเต็มเซลล์รักษาโรคอื่นๆ ยังอยู่ในระหว่างทดลอง ได้ผลบ้างเล็กน้อยแต่ยังไม่เป็นที่ยอมรับถึงขนาดนํามารักษาในคนได้ ส่วนการใช้สเต็มเซลล์เพื่อความงาม อาจกล่าวได้เลยว่า “ยังไม่มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้” แม้แต่ในระดับสัตว์ทดลอง
          อ่านมาถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านคงจะสงสัยว่า คําว่าสเต็มเซลล์แท้จริงนั้นคืออะไร ทํางานอย่างไร สเต็มเซลล์หรือเซลล์ต้นกําเนิด เป็นเซลล์อ่อนที่พร้อมจะเจริญเติบโต แบ่งตัวเพิ่มขึ้นมาใหม่และเปลี่ยนแปลงโครงสร้างไปทําหน้าที่เฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ เซลล์สมอง เป็นต้น โดยเมื่อเซลล์เหล่านี้ตายลง จะไม่มีเซลล์ใหม่มาทดแทน แต่ร่างกายของเราจะจัดการให้เซลล์อีกกลุ่มหนึ่งสามารถเติบโตและเปลี่ยนแปลงไปทําหน้าที่เฉพาะอย่างนั้นๆ แทนได้ และเนื่องจากเซลล์เหล่านี้ไม่ใช่เซลล์ที่ทําหน้าที่เฉพาะเจาะจงแต่สามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ที่ทําหน้าที่เฉพาะเจาะจงได้ โดยแบ่งตัวใหม่ได้ครั้งแล้วครั้งเล่า จึงทําให้นักวิทยาศาสตร์หันมาให้ความสนใจพัฒนาเพื่อเป็นความหวังของการรักษาโรคต่างๆ ที่เป็นอาการป่วยเนื่องมาจากเซลล์ เนื้อเยื่อ หรืออวัยวะเสียหายหรือเสื่อมสภาพไป โดยหวังให้สเต็มเซลล์พัฒนาไปเป็นอวัยวะที่ต้องการได้

ที่มา - http://www.vcharkarn.com/varticle/61023

วันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ดูแลสุขภาพเหงือก ห่วงใยผู้ป่วยเบาหวาน

งานสัมมนาหัวข้อ "ดูแลสุขภาพเหงือก ห่วงใยผู้ป่วยเบาหวาน" จัดขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้สู้สังคม และชุมชนโดยรอบ ณ โถงอาคาร 100 ปี สมเด็จพระศรีนครินทร์ โรงพยาบาลศิริราช ในวันที่ 30 มิถุนายน 2557 ที่ผ่านมา
          โรคเบาหวานเป็นอันดับต้นๆที่คร่าชีวิตคนไทย ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาคนไทยมีแนวโน้มเป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นทุกปี โรคเบาหวานนั้นเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคปริทันต์หรือโรคเหงือกอักเสบ ขณะเดียวกันหากเกิดโรคเหงือกขึ้นก็จะเพิ่มน้ำตาลในกระแสเลือด เป็นผลให้การควบคุมน้ำตาลในผู้ป่วยโรคเบาหวานยากขึ้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการรักษาควบคู่กันไป
          ผศ.นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช และมร.โรเบิร์ต คาร์เตอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดภูมิภาคเอเชีย กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก บริษัทคอลเกต ปาล์มโอลีฟ (ประเทศไทย) กล่าวถึงความร่วมมือในการจัดงาน ว่าไม่เพียงโรคเบาหวานที่ ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนทางระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบสมอง ไตเสื่อม และจอประสาทตาเสื่อมแล้ว ยังทำให้เกิดปัญหาในช่องปาก โดยเฉพาะเหงือกและฟันหรือโรคปริทันต์ที่เรียกว่า"โรคเหงือกอักเสบ" ซึ่งผู้ป่วยเบาหวานที่เป็นโรคเหงือกอักเสบรุนแรงจะควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ยาก เนื่องจากสูญเสียสมดุลของระดับน้ำตาล การไหลเวียนเลือดเฉพาะตำแหน่ง การแลกเปลี่ยนสารอาหาร ผู้ป่วยจะมีเม็ดเลือดขาวลดลงและทำหน้าที่บกพร่อง ขาดวิตามินบีและซี เป็นผลให้เนื้อเยื่อปริทันต์ที่ยึดรากฟันต้านทานต่อการติดเชื้อลดลง ไวต่อการติดเชื้อมากขึ้น เกิดหินน้ำลาย แผลหายช้า เนื้อเยื่อปริทันต์และกระดูกรากฟันถูกทำลายอย่างรวดเร็ว มักเกิดเหงือกบวม เป็นฝีหนองได้บ่อย การดูแลช่องปากที่ดีนั้นส่งผลต่อสุขภาพโดยรวม ดังนั้นการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การดูแลสุขภาพช่องปาก การตรวจฟันเป็นประจำและทำความสะอาดให้ถูกวิธี จะช่วยลดความเสี่ยงโรคเหงือกอักเสบในผู้ป่วยเบาหวานได้

ทันตแพทย์ หญิงฉัตรแก้ว บริบูรณ์หิรัญสาร ทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และอาจารย์แพทย์หญิงระวีวรรณ เลิศวัฒนารักษ์ อาจารย์แพทย์ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ จากโรงพยาบาลศิริราช และคุณมิว นิษฐา จิรยั่งยืน ที่คอยดูแลอาม่าที่ป่วยเป็นเบาหวาน ร่วมกันพูดคุยให้ความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ถึงภัยร้ายของโรคเบาหวาน เบาหวานกับโรคเหงือกเกี่ยวข้องกันอย่างไร และการดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่ถูกต้อง
โดยกล่าวว่าการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานนั้นต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ได้ใกล้เคียงกับภาวะปกติ นอกจากนี้การดูแลสุขอนามัยในช่องปากก็ต้องทำควบคู่ไปด้วย อาการแทรกซ้อนของโรค เบาหวานสามารถแสดงได้กับทุกอวัยวะในร่างกาย ในกรณีอาการแทรกซ้อนจากเหงือกอักเสบนั้นจะดูได้จากสัญญาณเหงือกอักเสบ เช่นอาการเบื้องต้นคือแปรงฟันมีเลือดออก เหงือกบวม เป็นหนอง ฟันโยก คนแต่ละคนมีความเสี่ยงในการเป็นเบาหวานต่างกันดูได้จาก
          1. อายุ  
          2. ประวัติในครอบครัว โดยเฉพาะความเกี่ยวข้องสายตรง เช่น จากพ่อแม่ 
          3. เป็นคนค่อนข้างอ้วน
          4. ไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกาย ออกกำลังกาย  น้ำหนักส่วนสูง ควรอยู่ในเกณฑ์
ถ้า สงสัยว่ามีความเสี่ยงให้ไปพบแพทย์ โดยตรวจน้ำตาลหลังอาหาร หากตรวจมาแล้วระดับน้ำตาลไม่ปกติ แต่ยังไม่เป็นเบาหวานแพทย์จะติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา - http://www.vcharkarn.com/varticle/60933