พอดีทำการบ้านไม่ถูกช่วยหน่อยครับ
-หินที่มีเม็ดเเร่ขนาดใหญ่มีกระบวนการเกิดที่เหมือนกันหรือต่างจากหินที่มีเม็ดเเร่ขนาดเล็ก หรือไม่มีผลึกเเร่เลย อย่างไร
- ปัจจัยใดที่น่าจะทำให้หินอัคนีเเทรกซอนที่จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันมีลักษณะไม่เหมือนกัน
-มีโอกาสที่เราจะพบหินเนื้อหยาบ(หินที่มีเม็ดเเร่ขนาดใหญ่)ในหินภูเขาไฟหรือไม่ เพราะเหตุใด
-การเย็นและเเข็งตัว"หินเนื้อดอก"2
ช่วงซึ่งช่วงเเรกจะเย็นตัวอย่างช้าๆเเละช่วงที่สองจะเย็นตัวอย่างรวดเร็ว
ทำให้หินที่ได้มีลักษณะมีลักษณะเป็นอย่างไร
-ปริมาณซิลิกาในหินมีผลต่อสีของหินอัคนีหรือไม่อย่างไร
-ธาตุกลุ่มใดเป็นตัวกำหนดความเข้มสีของหินอัคนี
-ความเข้มของสีหินอัคนีสามารถทำให้เราทำนายสิ่งใดได้บ้าง เเละทำนายอย่างไร
ช่วยหน่อยครับบบ
วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2557
วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
เขียนไดอารี่ง่ายๆ ด้วย Day One
ผมได้อ่านเรื่องน่าสนใจบนอินเตอร์เน็ตว่ามีงานวิจัย 1 บอกว่า การเขียนไดอารี่ช่วยให้เราได้เข้าใจตนเองมากขึ้น และยังสามารถช่วยลดความเครียดได้ ด้วยการเขียนออกมาเป็นตัวหนังสือ
ผมเองตอนนี้ก็กำลังฝึกฝนตนเองให้เขียนไดอารี่มาได้ประมาณ 1 เดือนแล้วครับ
คิดว่าดีและมีประโยชน์จริงๆ ท่านผู้อ่านอาจจะคิดว่า เอ...
แล้วเรื่องนี้มันเกี่ยวกันกับไอทียังไง? เกี่ยวอย่างนี้ครับ
สำหรับผู้ที่ชอบการเขียนไดอารี่ วันนี้ผมจะขอนำเสนอแอพพลิเคชั่นที่ผมใช้อยู่เป็นประจำและคิดว่าสะดวกและมี ประโยชน์มากทีเดียวครับ เป็นแอพพลิเคชั่นฟรีบน iOS ชื่อว่า Day One
แอพพลิเคชั่น Day One นั้นออกแบบเพื่อสำหรับเขียนไดอารี่โดยเฉพาะ แต่มาในรูปแบบของ iOS app ที่ทำให้ท่านสามารถเขียนไดอารี่ได้อย่างง่ายๆ บนโทรศัพท์ iPhone, หรือ iPad ของท่าน ซึ่งเหมาะกับผมมากเพราะผมจะใช้เวลาช่วงที่ว่างๆ ตอนกำลังเดินทางไปทำงานหรือกลับบ้านบนรถไฟฟ้า สรุปเรื่องราวในแต่ละวันแล้วก็เขียนออกมา ทำให้ผมเขียนไดอารี่ได้อย่างสม่ำเสมอมากกว่าเขียนในสมุดไดอารี่มากทีเดียว เชียวครับ
สำหรับผู้ที่ชอบการเขียนไดอารี่ วันนี้ผมจะขอนำเสนอแอพพลิเคชั่นที่ผมใช้อยู่เป็นประจำและคิดว่าสะดวกและมี ประโยชน์มากทีเดียวครับ เป็นแอพพลิเคชั่นฟรีบน iOS ชื่อว่า Day One
แอพพลิเคชั่น Day One นั้นออกแบบเพื่อสำหรับเขียนไดอารี่โดยเฉพาะ แต่มาในรูปแบบของ iOS app ที่ทำให้ท่านสามารถเขียนไดอารี่ได้อย่างง่ายๆ บนโทรศัพท์ iPhone, หรือ iPad ของท่าน ซึ่งเหมาะกับผมมากเพราะผมจะใช้เวลาช่วงที่ว่างๆ ตอนกำลังเดินทางไปทำงานหรือกลับบ้านบนรถไฟฟ้า สรุปเรื่องราวในแต่ละวันแล้วก็เขียนออกมา ทำให้ผมเขียนไดอารี่ได้อย่างสม่ำเสมอมากกว่าเขียนในสมุดไดอารี่มากทีเดียว เชียวครับ
ทฤษฎีและการค้นพบต่างๆทางวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นกฎแรงดึงดูดระหว่างมวล
การค้นพบ DNA แบบจำลองอะตอม เรื่อยมาจนถึงการประดิษฐดาวเทียมหรือแม้แต่คอมพิวเตอร์
ล้วนแต่ทำให้มนุษย์เจริญก้าวหน้าอย่างมาก จนบางครั้งทำให้เผลอคิดว่าเราเข้าใจทุกสิ่งในธรรมขาติ
แต่ในความเป็นจริงนั้นความรู้และความเข้าใจที่เรามีต่อเอกภพรอบตัวเรานั้นยังน้อยนิดนัก
ธรรมชาติยังมีเรื่องลึกลับอีกมากที่รอให้มนุษย์ออกค้นหา
ในช่วงเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ได้สร้างทฤษฏีขึ้นเพื่อทำนายและอธิบายธรรมชาติ ในบรรดาทฤษฎีทั้งหมดนั้น ที่น่ามหัศจรรย์ที่สุดคงจะเป็นคำทำนาย การมีอยู่ของวัตถุลึกลับ ที่รู้จักกันในนาม " หลุมดำ" หรือ "Black Hole"
หลุมดำ คือหลุมในอวกาศที่เป็นสุสานของทุกๆสิ่งที่หลงเข้าไปใกล้รัศมีแรงโน้มถ่วงของมัน ไม่มีสิ่งใดในจักรวาลที่จะหนีพ้นแรงดึงดูดมหาศาลของมันได้แม้แต่แสงสว่าง คำเล่าขานเกี่ยวกับเรื่องราวอันมหัศจรรย์ของหลุมดำทำให้ผู้คนทั้วไปยากที่จะเชื่อว่ามันมีอยู่จริงในธรรมชาติ ส่วนใหญ่มักเชื่อว่าเป็นเพียงนิยายวิทยาศาสตร์ หรือเป็นจินตนาการที่ไม่เป็นจริง
แต่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกต่างพากันเชื่อมั่นว่าหลุมดำมีอยู่จริง ไม่ใช่เป็นเพียงสมการทางคณิตศาสตร์ ยิ่งไปกว่านั้นมันยังอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่หลายๆคนคิด คำทำนายจากทฤษฎีฟิสิกส์ขั้นสูง ทำนายว่า หลุมดำไม่ได้เป็นเพียงแค่ดาวยักษ์สีดำที่คอยจ้องจะกลืนกินทุกสิ่งที่เข้าใกล้เท่านั้น แต่ยังมีหลุมดำขนาดจิ๋ว ที่เล็กจนสามารถซ่อนในวัตถุต่างๆในโลกของเรา หรือแม้แต่ในตัวของคุณเอง! ในเมื่อหลุมดำอยู่ใกล้ตัวของเรามากขนาดนี้ คุณจะไม่ลองทำความรู้จักมันให้มากกว่านี้หรือ
หลุมดำคืออะไรกันแน่ เกิดขึ้นมาได้อย่างไร โลกของเราจะถูกมันกลืนเข้าไปหรือไม่ ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์สามารถสร้างหลุมดำได้หรือไม่ มาหาคำตอบเหล่านี้ด้วยกันสิครับ เราจะมาตามล่าหา Black Hole กัน
ตำนานของดวงดาว
ตามทฤษฎีฟิสิกส์ หลุมดำ หรือ (Black Hole) นั้นก็เปรียบได้กับดาวฤกษ์ที่ตายดับแล้ว ดาวบนฝากฟ้ามีเกิดมีตายด้วยหรือ อย่ากระนั้นเรามารับรู้ชะตาชีวิตของดวงดาวกันเสียหน่อย
ดาวที่จะกลายเป็นหลุมดำนั้นคือ "ดาวฤกษ์" หรือดาวที่มีแสงสว่างในตัวเอง เช่น ดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นก้อนก็าซร้อนๆที่ลอยเคว้งคว้างอยู่ในอวกาศ โดยมีไฮโดรเจนและฮีเลียมเป็นองค์ประกอบหลัก พลังงานที่เราได้รับจากดวงอาทิตย์นั้น เกิดจากปฏิกริยานิวเคลียร์ที่ในแกนกลางของดาว และปฏิกริยานิวเคลียร์ที่ว่านี้นอกจากจะให้แสงสว่างแล้ว ยังทำให้เกิดแรงดันมหาศาลจากภายในดาว ซึ่งจะทำหน้าที่พยุงไม่ให้ดาวทั้งดวงเกิดการยุบตัวลง
ทำไมดาวต้องยุบตัว?
เพราะว่าตามธรรมชาติแล้ววัตถุทุกชนิดจะมีแรงดึงดูดระหว่างกัน แรงดึงดูดนี้ขึ้นกับมวลของวัตถุนั้นๆ ยิ่งมีมวลมากแรงก็จะยิ่งมาก ดวงดาวต่างๆที่เราเห็นบนท้องฟ้านั้น มีมวลมากมายมหาศาล แต่ละอนูแต่ละโมเลกุลของมันก็จะดึงดูดกันและกัน ตามกฏแรงดึงดูดระหว่างมวลของนิวตัน แรงดึงดูดที่ว่านี้มีความแรงมหาศาล หากว่าไม่มีแรงต้านจากปฎิกริยานิวเคลียร์แล้วดาวทั้งดวง ย่อมยุบตัวลงเหลือ ขนาดนิดเดียว
นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาปรากฎการณ์ การยุบตัวของดวงดาวทั้งในทางทฤษฏี และการจำลองโดยใช้คอมพิวเตอร์ (Computer simulation) พวกเขาพบว่าในดาวที่มีขนาดใหญ่ เมื่อเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่มีอยู่ถูกเผา ใหม้หมดไปดาวจะเกิดการระเบิดอย่างรุนแรง ที่เรียกว่า "Supernova" ผิวนอก ของดาวจะระเบิดตัวกระจายอยู่รอบๆ ส่วนแกนกลางของดาวจะยุบตัวลงอย่างรวดเร็ว การยุบตัวนี้อาจจะทำให้ดาวกลาย สภาพเป็น ดาวแคระขาว ดาวนิวตรอน หรือ หลุมดำ แล้วแต่กรณี ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป
จันทราสิขากับดาวแคระขาว คนแรกที่สามารถไขความลับเรื่องการยุบตัวของดวงดาวคือ นักวิทยาศาสตร์ชาวอินเดีย ดร.
สุบามายันต์ จันทราสิขา (Subrahmanyan Chandrasekhar) จันทราสิขาพบว่า ในดาวฤกษ์ที่มี มวลน้อยกว่า 1.4เท่าของดวงอาทิตย์ (โดยประมาณ) เมื่อเผาใหม้เชื้อเพลิงนิวเคลียร์จนหมดแล้ว จะเกิดการยุบตัวลง เป็นวัตถุท้องฟ้าที่เรียกว่า ดาวแคระขาว (white dwarf)
ในช่วงเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ได้สร้างทฤษฏีขึ้นเพื่อทำนายและอธิบายธรรมชาติ ในบรรดาทฤษฎีทั้งหมดนั้น ที่น่ามหัศจรรย์ที่สุดคงจะเป็นคำทำนาย การมีอยู่ของวัตถุลึกลับ ที่รู้จักกันในนาม " หลุมดำ" หรือ "Black Hole"
หลุมดำ คือหลุมในอวกาศที่เป็นสุสานของทุกๆสิ่งที่หลงเข้าไปใกล้รัศมีแรงโน้มถ่วงของมัน ไม่มีสิ่งใดในจักรวาลที่จะหนีพ้นแรงดึงดูดมหาศาลของมันได้แม้แต่แสงสว่าง คำเล่าขานเกี่ยวกับเรื่องราวอันมหัศจรรย์ของหลุมดำทำให้ผู้คนทั้วไปยากที่จะเชื่อว่ามันมีอยู่จริงในธรรมชาติ ส่วนใหญ่มักเชื่อว่าเป็นเพียงนิยายวิทยาศาสตร์ หรือเป็นจินตนาการที่ไม่เป็นจริง
แต่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกต่างพากันเชื่อมั่นว่าหลุมดำมีอยู่จริง ไม่ใช่เป็นเพียงสมการทางคณิตศาสตร์ ยิ่งไปกว่านั้นมันยังอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่หลายๆคนคิด คำทำนายจากทฤษฎีฟิสิกส์ขั้นสูง ทำนายว่า หลุมดำไม่ได้เป็นเพียงแค่ดาวยักษ์สีดำที่คอยจ้องจะกลืนกินทุกสิ่งที่เข้าใกล้เท่านั้น แต่ยังมีหลุมดำขนาดจิ๋ว ที่เล็กจนสามารถซ่อนในวัตถุต่างๆในโลกของเรา หรือแม้แต่ในตัวของคุณเอง! ในเมื่อหลุมดำอยู่ใกล้ตัวของเรามากขนาดนี้ คุณจะไม่ลองทำความรู้จักมันให้มากกว่านี้หรือ
หลุมดำคืออะไรกันแน่ เกิดขึ้นมาได้อย่างไร โลกของเราจะถูกมันกลืนเข้าไปหรือไม่ ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์สามารถสร้างหลุมดำได้หรือไม่ มาหาคำตอบเหล่านี้ด้วยกันสิครับ เราจะมาตามล่าหา Black Hole กัน
ตำนานของดวงดาว
ตามทฤษฎีฟิสิกส์ หลุมดำ หรือ (Black Hole) นั้นก็เปรียบได้กับดาวฤกษ์ที่ตายดับแล้ว ดาวบนฝากฟ้ามีเกิดมีตายด้วยหรือ อย่ากระนั้นเรามารับรู้ชะตาชีวิตของดวงดาวกันเสียหน่อย
ดาวที่จะกลายเป็นหลุมดำนั้นคือ "ดาวฤกษ์" หรือดาวที่มีแสงสว่างในตัวเอง เช่น ดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นก้อนก็าซร้อนๆที่ลอยเคว้งคว้างอยู่ในอวกาศ โดยมีไฮโดรเจนและฮีเลียมเป็นองค์ประกอบหลัก พลังงานที่เราได้รับจากดวงอาทิตย์นั้น เกิดจากปฏิกริยานิวเคลียร์ที่ในแกนกลางของดาว และปฏิกริยานิวเคลียร์ที่ว่านี้นอกจากจะให้แสงสว่างแล้ว ยังทำให้เกิดแรงดันมหาศาลจากภายในดาว ซึ่งจะทำหน้าที่พยุงไม่ให้ดาวทั้งดวงเกิดการยุบตัวลง
ทำไมดาวต้องยุบตัว?
เพราะว่าตามธรรมชาติแล้ววัตถุทุกชนิดจะมีแรงดึงดูดระหว่างกัน แรงดึงดูดนี้ขึ้นกับมวลของวัตถุนั้นๆ ยิ่งมีมวลมากแรงก็จะยิ่งมาก ดวงดาวต่างๆที่เราเห็นบนท้องฟ้านั้น มีมวลมากมายมหาศาล แต่ละอนูแต่ละโมเลกุลของมันก็จะดึงดูดกันและกัน ตามกฏแรงดึงดูดระหว่างมวลของนิวตัน แรงดึงดูดที่ว่านี้มีความแรงมหาศาล หากว่าไม่มีแรงต้านจากปฎิกริยานิวเคลียร์แล้วดาวทั้งดวง ย่อมยุบตัวลงเหลือ ขนาดนิดเดียว
นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาปรากฎการณ์ การยุบตัวของดวงดาวทั้งในทางทฤษฏี และการจำลองโดยใช้คอมพิวเตอร์ (Computer simulation) พวกเขาพบว่าในดาวที่มีขนาดใหญ่ เมื่อเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่มีอยู่ถูกเผา ใหม้หมดไปดาวจะเกิดการระเบิดอย่างรุนแรง ที่เรียกว่า "Supernova" ผิวนอก ของดาวจะระเบิดตัวกระจายอยู่รอบๆ ส่วนแกนกลางของดาวจะยุบตัวลงอย่างรวดเร็ว การยุบตัวนี้อาจจะทำให้ดาวกลาย สภาพเป็น ดาวแคระขาว ดาวนิวตรอน หรือ หลุมดำ แล้วแต่กรณี ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป
จันทราสิขากับดาวแคระขาว คนแรกที่สามารถไขความลับเรื่องการยุบตัวของดวงดาวคือ นักวิทยาศาสตร์ชาวอินเดีย ดร.
สุบามายันต์ จันทราสิขา (Subrahmanyan Chandrasekhar) จันทราสิขาพบว่า ในดาวฤกษ์ที่มี มวลน้อยกว่า 1.4เท่าของดวงอาทิตย์ (โดยประมาณ) เมื่อเผาใหม้เชื้อเพลิงนิวเคลียร์จนหมดแล้ว จะเกิดการยุบตัวลง เป็นวัตถุท้องฟ้าที่เรียกว่า ดาวแคระขาว (white dwarf)
วันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
“สเต็มเซลล์” แสงแห่งความหวังหรือแค่ธุรกิจหลอกคนรวย?
“สเต็มเซลล์” แสงแห่งความหวังหรือแค่ธุรกิจหลอกคนรวย?
เมื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีก้าวไปข้างหน้าทุกๆ วัน โดยเฉพาะวิทยาการทางการแพทย์ ทุกคนคงเคยได้ยินคําว่า
“สเต็มเซลล์” โดยเฉพาะสรรพคุณที่ดูเหมือนจะพิเศษยิ่งกว่ายาวิเศษหรืออาหารทิพย์ ทั้งเป็นเครื่องสําอางชั้นดีหรือแม้แต่เป็นยารักษาโรคโดยเฉพาะโรคที่เกือบจะหมดหวังได้หลายโรค แต่จริงหรือไม่ที่สเต็มเซลล์ที่เราได้ยินผ่านหูนั้นวิเศษอย่างที่ร่ําลือกัน
หากลองเปิดเว็บไซต์ชื่อดังอย่าง “Google” แล้วค้นคําว่า สเต็มเซลล์ เราจะเจอโฆษณาหลากหลายผลิตภัณฑ์ที่กล่าวว่าผลิตจากสเต็มเซลล์ ไม่ว่าจะเป็น สเต็มเซลล์จากเมล็ดองุ่นเพื่อชะลอความชรา สเต็มเซลล์จากแอบเปิ้ลเพื่อบํารุงผิวพรรณ หรือแม้แต่สเต็มเซลล์จากรกแกะที่ช่วยเรื่องความอ่อนเยาว์ สารพัดคําโฆษณาชวนเชื่อให้ผู้อ่านได้มีโอกาสควักกระเป๋าเสียสตางค์กันสักหน่อย หรือแม้แต่การโฆษณารักษาผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือหายยากของโรงพยาบาลบางแห่ง เช่นโรคสมอง โรคหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต โดยการ “ฉีด”สเต็มเซลล์เข้าสู่ร่างกาย ด้วยราคารักษาที่แสนแพง ทั้งที่ความจริงเป็นแค่การฉีด “น้ําเปล่า” หรือ “เซลล์” ที่ไม่ใช่สเต็มเซลล์เท่านั้น แถมด้วยการให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องแก่ผู้ป่วยและไม่แจ้งถึงผลเสียที่อาจเกิดขึ้นได้ ทั้งหมดนี้ทําให้เกิดความเชื่อในวงกว้างว่าสเต็มเซลล์คือเซลล์วิเศษที่สามารถรักษาได้ทุกโรค
แท้จริงแล้วแม้ว่าสเต็มเซลล์จะได้รับการวิจัยในวงการแพทย์มากว่าสิบปี หากแต่การรักษาที่ได้รับการยอมรับมีเพียงอย่างเดียวคือ การรักษาโรคเลือดต่างๆ ด้วยสเต็มเซลล์จากระบบเลือดเท่านั้น ส่วนการใช้ สเต็มเซลล์รักษาโรคอื่นๆ ยังอยู่ในระหว่างทดลอง ได้ผลบ้างเล็กน้อยแต่ยังไม่เป็นที่ยอมรับถึงขนาดนํามารักษาในคนได้ ส่วนการใช้สเต็มเซลล์เพื่อความงาม อาจกล่าวได้เลยว่า “ยังไม่มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้” แม้แต่ในระดับสัตว์ทดลอง
อ่านมาถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านคงจะสงสัยว่า คําว่าสเต็มเซลล์แท้จริงนั้นคืออะไร ทํางานอย่างไร สเต็มเซลล์หรือเซลล์ต้นกําเนิด เป็นเซลล์อ่อนที่พร้อมจะเจริญเติบโต แบ่งตัวเพิ่มขึ้นมาใหม่และเปลี่ยนแปลงโครงสร้างไปทําหน้าที่เฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ เซลล์สมอง เป็นต้น โดยเมื่อเซลล์เหล่านี้ตายลง จะไม่มีเซลล์ใหม่มาทดแทน แต่ร่างกายของเราจะจัดการให้เซลล์อีกกลุ่มหนึ่งสามารถเติบโตและเปลี่ยนแปลงไปทําหน้าที่เฉพาะอย่างนั้นๆ แทนได้ และเนื่องจากเซลล์เหล่านี้ไม่ใช่เซลล์ที่ทําหน้าที่เฉพาะเจาะจงแต่สามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ที่ทําหน้าที่เฉพาะเจาะจงได้ โดยแบ่งตัวใหม่ได้ครั้งแล้วครั้งเล่า จึงทําให้นักวิทยาศาสตร์หันมาให้ความสนใจพัฒนาเพื่อเป็นความหวังของการรักษาโรคต่างๆ ที่เป็นอาการป่วยเนื่องมาจากเซลล์ เนื้อเยื่อ หรืออวัยวะเสียหายหรือเสื่อมสภาพไป โดยหวังให้สเต็มเซลล์พัฒนาไปเป็นอวัยวะที่ต้องการได้
ที่มา - http://www.vcharkarn.com/varticle/61023
เมื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีก้าวไปข้างหน้าทุกๆ วัน โดยเฉพาะวิทยาการทางการแพทย์ ทุกคนคงเคยได้ยินคําว่า
“สเต็มเซลล์” โดยเฉพาะสรรพคุณที่ดูเหมือนจะพิเศษยิ่งกว่ายาวิเศษหรืออาหารทิพย์ ทั้งเป็นเครื่องสําอางชั้นดีหรือแม้แต่เป็นยารักษาโรคโดยเฉพาะโรคที่เกือบจะหมดหวังได้หลายโรค แต่จริงหรือไม่ที่สเต็มเซลล์ที่เราได้ยินผ่านหูนั้นวิเศษอย่างที่ร่ําลือกัน
หากลองเปิดเว็บไซต์ชื่อดังอย่าง “Google” แล้วค้นคําว่า สเต็มเซลล์ เราจะเจอโฆษณาหลากหลายผลิตภัณฑ์ที่กล่าวว่าผลิตจากสเต็มเซลล์ ไม่ว่าจะเป็น สเต็มเซลล์จากเมล็ดองุ่นเพื่อชะลอความชรา สเต็มเซลล์จากแอบเปิ้ลเพื่อบํารุงผิวพรรณ หรือแม้แต่สเต็มเซลล์จากรกแกะที่ช่วยเรื่องความอ่อนเยาว์ สารพัดคําโฆษณาชวนเชื่อให้ผู้อ่านได้มีโอกาสควักกระเป๋าเสียสตางค์กันสักหน่อย หรือแม้แต่การโฆษณารักษาผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือหายยากของโรงพยาบาลบางแห่ง เช่นโรคสมอง โรคหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต โดยการ “ฉีด”สเต็มเซลล์เข้าสู่ร่างกาย ด้วยราคารักษาที่แสนแพง ทั้งที่ความจริงเป็นแค่การฉีด “น้ําเปล่า” หรือ “เซลล์” ที่ไม่ใช่สเต็มเซลล์เท่านั้น แถมด้วยการให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องแก่ผู้ป่วยและไม่แจ้งถึงผลเสียที่อาจเกิดขึ้นได้ ทั้งหมดนี้ทําให้เกิดความเชื่อในวงกว้างว่าสเต็มเซลล์คือเซลล์วิเศษที่สามารถรักษาได้ทุกโรค
แท้จริงแล้วแม้ว่าสเต็มเซลล์จะได้รับการวิจัยในวงการแพทย์มากว่าสิบปี หากแต่การรักษาที่ได้รับการยอมรับมีเพียงอย่างเดียวคือ การรักษาโรคเลือดต่างๆ ด้วยสเต็มเซลล์จากระบบเลือดเท่านั้น ส่วนการใช้ สเต็มเซลล์รักษาโรคอื่นๆ ยังอยู่ในระหว่างทดลอง ได้ผลบ้างเล็กน้อยแต่ยังไม่เป็นที่ยอมรับถึงขนาดนํามารักษาในคนได้ ส่วนการใช้สเต็มเซลล์เพื่อความงาม อาจกล่าวได้เลยว่า “ยังไม่มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้” แม้แต่ในระดับสัตว์ทดลอง
อ่านมาถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านคงจะสงสัยว่า คําว่าสเต็มเซลล์แท้จริงนั้นคืออะไร ทํางานอย่างไร สเต็มเซลล์หรือเซลล์ต้นกําเนิด เป็นเซลล์อ่อนที่พร้อมจะเจริญเติบโต แบ่งตัวเพิ่มขึ้นมาใหม่และเปลี่ยนแปลงโครงสร้างไปทําหน้าที่เฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ เซลล์สมอง เป็นต้น โดยเมื่อเซลล์เหล่านี้ตายลง จะไม่มีเซลล์ใหม่มาทดแทน แต่ร่างกายของเราจะจัดการให้เซลล์อีกกลุ่มหนึ่งสามารถเติบโตและเปลี่ยนแปลงไปทําหน้าที่เฉพาะอย่างนั้นๆ แทนได้ และเนื่องจากเซลล์เหล่านี้ไม่ใช่เซลล์ที่ทําหน้าที่เฉพาะเจาะจงแต่สามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ที่ทําหน้าที่เฉพาะเจาะจงได้ โดยแบ่งตัวใหม่ได้ครั้งแล้วครั้งเล่า จึงทําให้นักวิทยาศาสตร์หันมาให้ความสนใจพัฒนาเพื่อเป็นความหวังของการรักษาโรคต่างๆ ที่เป็นอาการป่วยเนื่องมาจากเซลล์ เนื้อเยื่อ หรืออวัยวะเสียหายหรือเสื่อมสภาพไป โดยหวังให้สเต็มเซลล์พัฒนาไปเป็นอวัยวะที่ต้องการได้
ที่มา - http://www.vcharkarn.com/varticle/61023
วันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
ดูแลสุขภาพเหงือก ห่วงใยผู้ป่วยเบาหวาน
งานสัมมนาหัวข้อ "ดูแลสุขภาพเหงือก ห่วงใยผู้ป่วยเบาหวาน" จัดขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้สู้สังคม และชุมชนโดยรอบ ณ โถงอาคาร 100 ปี สมเด็จพระศรีนครินทร์ โรงพยาบาลศิริราช ในวันที่ 30 มิถุนายน 2557 ที่ผ่านมา
โรคเบาหวานเป็นอันดับต้นๆที่คร่าชีวิตคนไทย ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาคนไทยมีแนวโน้มเป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นทุกปี โรคเบาหวานนั้นเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคปริทันต์หรือโรคเหงือกอักเสบ ขณะเดียวกันหากเกิดโรคเหงือกขึ้นก็จะเพิ่มน้ำตาลในกระแสเลือด เป็นผลให้การควบคุมน้ำตาลในผู้ป่วยโรคเบาหวานยากขึ้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการรักษาควบคู่กันไป
ผศ.นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช และมร.โรเบิร์ต คาร์เตอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดภูมิภาคเอเชีย กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก บริษัทคอลเกต ปาล์มโอลีฟ (ประเทศไทย) กล่าวถึงความร่วมมือในการจัดงาน ว่าไม่เพียงโรคเบาหวานที่ ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนทางระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบสมอง ไตเสื่อม และจอประสาทตาเสื่อมแล้ว ยังทำให้เกิดปัญหาในช่องปาก โดยเฉพาะเหงือกและฟันหรือโรคปริทันต์ที่เรียกว่า"โรคเหงือกอักเสบ" ซึ่งผู้ป่วยเบาหวานที่เป็นโรคเหงือกอักเสบรุนแรงจะควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ยาก เนื่องจากสูญเสียสมดุลของระดับน้ำตาล การไหลเวียนเลือดเฉพาะตำแหน่ง การแลกเปลี่ยนสารอาหาร ผู้ป่วยจะมีเม็ดเลือดขาวลดลงและทำหน้าที่บกพร่อง ขาดวิตามินบีและซี เป็นผลให้เนื้อเยื่อปริทันต์ที่ยึดรากฟันต้านทานต่อการติดเชื้อลดลง ไวต่อการติดเชื้อมากขึ้น เกิดหินน้ำลาย แผลหายช้า เนื้อเยื่อปริทันต์และกระดูกรากฟันถูกทำลายอย่างรวดเร็ว มักเกิดเหงือกบวม เป็นฝีหนองได้บ่อย การดูแลช่องปากที่ดีนั้นส่งผลต่อสุขภาพโดยรวม ดังนั้นการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การดูแลสุขภาพช่องปาก การตรวจฟันเป็นประจำและทำความสะอาดให้ถูกวิธี จะช่วยลดความเสี่ยงโรคเหงือกอักเสบในผู้ป่วยเบาหวานได้
ทันตแพทย์ หญิงฉัตรแก้ว บริบูรณ์หิรัญสาร ทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และอาจารย์แพทย์หญิงระวีวรรณ เลิศวัฒนารักษ์ อาจารย์แพทย์ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ จากโรงพยาบาลศิริราช และคุณมิว นิษฐา จิรยั่งยืน ที่คอยดูแลอาม่าที่ป่วยเป็นเบาหวาน ร่วมกันพูดคุยให้ความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ถึงภัยร้ายของโรคเบาหวาน เบาหวานกับโรคเหงือกเกี่ยวข้องกันอย่างไร และการดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่ถูกต้อง
โดยกล่าวว่าการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานนั้นต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ได้ใกล้เคียงกับภาวะปกติ นอกจากนี้การดูแลสุขอนามัยในช่องปากก็ต้องทำควบคู่ไปด้วย อาการแทรกซ้อนของโรค เบาหวานสามารถแสดงได้กับทุกอวัยวะในร่างกาย ในกรณีอาการแทรกซ้อนจากเหงือกอักเสบนั้นจะดูได้จากสัญญาณเหงือกอักเสบ เช่นอาการเบื้องต้นคือแปรงฟันมีเลือดออก เหงือกบวม เป็นหนอง ฟันโยก คนแต่ละคนมีความเสี่ยงในการเป็นเบาหวานต่างกันดูได้จาก
1. อายุ
2. ประวัติในครอบครัว โดยเฉพาะความเกี่ยวข้องสายตรง เช่น จากพ่อแม่
3. เป็นคนค่อนข้างอ้วน
4. ไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกาย ออกกำลังกาย น้ำหนักส่วนสูง ควรอยู่ในเกณฑ์
ถ้า สงสัยว่ามีความเสี่ยงให้ไปพบแพทย์ โดยตรวจน้ำตาลหลังอาหาร หากตรวจมาแล้วระดับน้ำตาลไม่ปกติ แต่ยังไม่เป็นเบาหวานแพทย์จะติดตามอย่างใกล้ชิด
ที่มา - http://www.vcharkarn.com/varticle/60933
โรคเบาหวานเป็นอันดับต้นๆที่คร่าชีวิตคนไทย ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาคนไทยมีแนวโน้มเป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นทุกปี โรคเบาหวานนั้นเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคปริทันต์หรือโรคเหงือกอักเสบ ขณะเดียวกันหากเกิดโรคเหงือกขึ้นก็จะเพิ่มน้ำตาลในกระแสเลือด เป็นผลให้การควบคุมน้ำตาลในผู้ป่วยโรคเบาหวานยากขึ้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการรักษาควบคู่กันไป
ผศ.นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช และมร.โรเบิร์ต คาร์เตอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดภูมิภาคเอเชีย กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก บริษัทคอลเกต ปาล์มโอลีฟ (ประเทศไทย) กล่าวถึงความร่วมมือในการจัดงาน ว่าไม่เพียงโรคเบาหวานที่ ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนทางระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบสมอง ไตเสื่อม และจอประสาทตาเสื่อมแล้ว ยังทำให้เกิดปัญหาในช่องปาก โดยเฉพาะเหงือกและฟันหรือโรคปริทันต์ที่เรียกว่า"โรคเหงือกอักเสบ" ซึ่งผู้ป่วยเบาหวานที่เป็นโรคเหงือกอักเสบรุนแรงจะควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ยาก เนื่องจากสูญเสียสมดุลของระดับน้ำตาล การไหลเวียนเลือดเฉพาะตำแหน่ง การแลกเปลี่ยนสารอาหาร ผู้ป่วยจะมีเม็ดเลือดขาวลดลงและทำหน้าที่บกพร่อง ขาดวิตามินบีและซี เป็นผลให้เนื้อเยื่อปริทันต์ที่ยึดรากฟันต้านทานต่อการติดเชื้อลดลง ไวต่อการติดเชื้อมากขึ้น เกิดหินน้ำลาย แผลหายช้า เนื้อเยื่อปริทันต์และกระดูกรากฟันถูกทำลายอย่างรวดเร็ว มักเกิดเหงือกบวม เป็นฝีหนองได้บ่อย การดูแลช่องปากที่ดีนั้นส่งผลต่อสุขภาพโดยรวม ดังนั้นการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การดูแลสุขภาพช่องปาก การตรวจฟันเป็นประจำและทำความสะอาดให้ถูกวิธี จะช่วยลดความเสี่ยงโรคเหงือกอักเสบในผู้ป่วยเบาหวานได้
ทันตแพทย์ หญิงฉัตรแก้ว บริบูรณ์หิรัญสาร ทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และอาจารย์แพทย์หญิงระวีวรรณ เลิศวัฒนารักษ์ อาจารย์แพทย์ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ จากโรงพยาบาลศิริราช และคุณมิว นิษฐา จิรยั่งยืน ที่คอยดูแลอาม่าที่ป่วยเป็นเบาหวาน ร่วมกันพูดคุยให้ความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ถึงภัยร้ายของโรคเบาหวาน เบาหวานกับโรคเหงือกเกี่ยวข้องกันอย่างไร และการดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่ถูกต้อง
โดยกล่าวว่าการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานนั้นต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ได้ใกล้เคียงกับภาวะปกติ นอกจากนี้การดูแลสุขอนามัยในช่องปากก็ต้องทำควบคู่ไปด้วย อาการแทรกซ้อนของโรค เบาหวานสามารถแสดงได้กับทุกอวัยวะในร่างกาย ในกรณีอาการแทรกซ้อนจากเหงือกอักเสบนั้นจะดูได้จากสัญญาณเหงือกอักเสบ เช่นอาการเบื้องต้นคือแปรงฟันมีเลือดออก เหงือกบวม เป็นหนอง ฟันโยก คนแต่ละคนมีความเสี่ยงในการเป็นเบาหวานต่างกันดูได้จาก
1. อายุ
2. ประวัติในครอบครัว โดยเฉพาะความเกี่ยวข้องสายตรง เช่น จากพ่อแม่
3. เป็นคนค่อนข้างอ้วน
4. ไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกาย ออกกำลังกาย น้ำหนักส่วนสูง ควรอยู่ในเกณฑ์
ถ้า สงสัยว่ามีความเสี่ยงให้ไปพบแพทย์ โดยตรวจน้ำตาลหลังอาหาร หากตรวจมาแล้วระดับน้ำตาลไม่ปกติ แต่ยังไม่เป็นเบาหวานแพทย์จะติดตามอย่างใกล้ชิด
ที่มา - http://www.vcharkarn.com/varticle/60933
วันพุธที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2557
สายลม...ที่ไร้ตัวตน by ร้อยรำพัน
หากเธอเจ็บเท่าไรจะดูแล
หากท้อแท้ขึ้นมาในวันไหน
จะขอเป็นสายลมที่ห่วงใย
จะโอบกอดเธอตลอดไปให้หายดี
แม้วันนี้เธออาจจะมองไม่เห็น
ขอให้รู้ว่าฉันอยู่กับเธอทุกที่
จะคอยดูแล ปกป้องเธอคนดี
แม้ว่าฉันคนนี้อาจไม่มีตัวตน
หากท้อแท้ขึ้นมาในวันไหน
จะขอเป็นสายลมที่ห่วงใย
จะโอบกอดเธอตลอดไปให้หายดี
แม้วันนี้เธออาจจะมองไม่เห็น
ขอให้รู้ว่าฉันอยู่กับเธอทุกที่
จะคอยดูแล ปกป้องเธอคนดี
แม้ว่าฉันคนนี้อาจไม่มีตัวตน
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)